วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2560

เรืองเล่าสาว Gen Y #4 วิชาเรียนตอนประถม

วิชาแรกที่จำแม่นเลยนั่นคือวิชาภาษาไทย เราได้หนังสือเล่มสีสันสวยงาม มีตัวละคร ที่ผูกแกละ 2 ข้างชื่อมานี มีพี่ชายชื่อมานะ และก็มีเพื่อนรัก เป็นเด็ก ผมสั้นเท่าติ่งหู นุ่งผ้าถุงชื่อชูใจ พร้อมเหล่าก๊วนมิตรสหายเช่นปิติ วีระ เข้ามารวมกลุ่มแก๊ง โดยบทแรกได้กล่าวถึงมานีและมานะได้อาบน้ำแต่งตัวแปรงฟันเพื่อเตรียมตัวไปโรงเรียน

หนังสือซีรีส์ชุดมานะมานีปิติชูใจนี้ เป็นแบบเรียนภาษาไทย สำหรับเด็กชั้นปอหนึ่งถึงปอหก ซึ่งเรียนกันมาตั้งแต่รุ่น gen x จนถึง gen y บางรุ่นก็ยังได้เรียน ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเป็นแบบเรียนเรื่องแก้วกับกล้า ที่เด็ก gen y รุ่นหลังหลังจะได้เจอ แต่ในความรู้สึกของเรารู้สึกว่า series มานีมานะปิติชูใจ มันให้ความอิ่มเอมและอรรถรสในการอ่านหนังสือเรียนมากกว่า จึงกลายเป็นซีรีย์ที่อยู่ในใจของทุกๆคน นี่ยังแอบคิดเลยนะทำไมเขาไม่เอามาทำเป็นละครนะ

ส่วน งานประดิษฐ์ จะเป็นวิชาที่การบ้านเยอะที่สุด เพราะตอนที่เรายังเล็กๆ จะให้มานั่ง บวกลบคูณหารคณิตศาสตร์ หรือเรียงความภาษาไทยเป็นนานๆคงไม่ไหว วิชาที่ยุ่งยุ่งก็มีการเพาะถั่วเขียว ทำภาพปะติด จากกระดาษนิตยสาร ซึ่งจำได้ว่าโส้ยโกวช่วยทำส่งครู

นอกจากวิชาภาษาไทยกับงานประดิษฐ์แล้ว ยังเจอกับวิชาภาษาอังกฤษ ในความรู้สึกเด็กปอ 1 มันมึนมาก...
เพราะ...

(เริ่มคาบเรียน นักเรียนนั่งรอครู)
ครูอังกฤษ : ครูมาแล้วค่ะ นักเรียนคะ Stand up please
นักเรียน : (เงียบกริบ) อ่ะ ครูจะบอกให้นะคะ Stand up please แปลว่าลุกขึ้นค่ะ

ครูอังกฤษ : ต่อไปนี้ต้องลุกขึ้นยืนค่ะ เอ้ายืน

นักเรียน : (มองหน้าเหรอหรา และยืนตัวตรง) ...

ครูอังกฤษ : เอาล่ะ หัวหน้าชั้น คนไหนคะ

นักเรียนหญิงคนหนึ่ง : ไม่มีค่ะครู ครูประจำชั้นยังไม่ได้ตั้งหัวหน้าห้อง

ครูอังกฤษ : งั้นเอาแบบนี้ เพื่อนคนนี้ (ครูจับที่ตัวเด็กแว่น หน้าห้อง) ให้เป็นคนบอกทำความเคารพครูแล้วกันนะคะ

นักเรียนแว่น : ทุกคนยืนขึ้น

ครูอังกฤษ : โอ๊ะๆ ม่ายช่ายค่ะ Stand up please

นักเรียนแว่น : สะแตน อั้พ พิษ

ครูอังกฤษ : สะแตน อั้พ พลีสสสสสส แปลว่า กรุณา ลุกขึ้น เขียนแบบนี้นะค้าาา ออกเสียงตามทั้งห้องสิ

นักเรียน : สะแตน อัพ พลีสสสสสสส

ครูอังกฤษ : เอ้า เธอน่ะ พูดใหม่ Stand up please.

นักเรียนแว่น : ครูครับ ตอนนี้พวกผม ยืนอยู่ แล้ว ทำไม ต้องบอกให้เพื่อน ยืน อีกละครับ

ครูอังกฤษ : โอ๊ะ แหม่ เธอนี่หัวดีจริง งั้น sit down

นักเรียน : ครูคะ นั่งได้รึยังคะ

ครูอังกฤษ : นั่งได้เลย sit down แปลว่า นั่งลงจ๊ะ

นักเรียน : นั่งลงอย่างเชื่องๆ

ครูอังกฤษ : เราน่ะ พูดใหม่

นักเรียนแว่น : Stand up please....  (เพื่อนเริ่มยืนพร้อมกันทั้งห้อง) Sit down นั่งลงจ๊ะ  (เพื่อนนั่งตาม)

ครูอังกฤษ : โอ๊ะๆ ม่ายช่ายค่ะ ๆ Sit down น่ะ ครูจะพูดเอง เธอพูดใหม่ซิ

นักเรียนแว่น : Stand up please (เพื่อนๆยืนตาม) ครูครับ พูดคำว่า sit down สิ พวกผมจะได้นั่ง

ครูอังกฤษ : โอ้ยยยยย ชั้นจะทำอย่างไงกับเธอดีเนี่ย คือ ครู จะตัดสินใจเอง ว่าจะให้เธอ นั่ง หรือ ไม่นั่ง
เธอชื่อ อะไร

นักเรียนแว่น : หมู ครับ (เพื่อนเริ่ม หัวเราะ)

ครูอังกฤษ : ชื่อจริงสิค้าาาา

นักเรียนแว่น : ฉัตรชัยครับ

ครูอังกฤษ : ฉัตรชัยนะ เอ้า นักเรียน sit down ค่ะ

นักเรียนจึงนั่งพร้อมกันทั้งห้อง

ครูอังกฤษ : ว้าย หมดไปครึ่งคาบแล้ว ยังไม่ได้สอนอะไรเล้ย มาเขียนวันที่ภาษาอังกฤษดีกว่าจ๊ะ หยิบสมุดปกอ่อนขึ้นมา ....

และแล้วสรุปว่าวันนั้น ไม่ได้เรียนอะไรนอกจาก

Stand up please กับ sit down เลย

จนใกล้หมดคาบ

ครูอังกฤษ : เวลาครูจะไปแล้ว ให้นักเรียนพูดว่า Thank you teacher see you later. (ครูเขียนประโยคนี้บนกระดาน) เอ้า พูดตามสิ

นักเรียน : Thank you teacher see you later.

เมื่อครูอังกฤษ ออกไป

ครูวิชาอื่นเข้ามา

ฉัตรชัย : Stand up please!!!

นักเรียน : (พึมพำ) ตกลงนี่เราต้องลุกขึ้นทุกคาบเลยเหรอวะ

นอกจากวิชาเรียนแล้ว เรื่องขนม กับการละเล่นในวัยเด็ก เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ขนมยอดฮิตที่เราจำได้มียำยำช้างน้อย ปีโป้ จอลลี่โคล่า และจะมี ร้านขาย โค้กกับเป๊ปซี่แก้วละบาท ไอติมหลอด เสียบไม้ที่เขาเขย่ากันหน้าโรงเรียน ซึ่งเราไม่เคยกินได้สำเร็จเลย เพราะว่าลุงแกเขย่าไม่ทันไอติมไม่แข็งเป็นแท่งสักทีเด็กเหมากินหมด

เรื่องเล่าสาว Gen Y #3 เข้าประถม

ในช่วง ประถมสำหรับ Gen Y คุ้นๆกับสิ่งนี้บ้างไหม มานีมานะปิติชูใจ วิชากพอ สปช. สลน. คำย่อวิชาอีกมากมายที่เราก็ไม่รู้ว่าจะย่อให้เด็กประถมอ่านทำไม

จำได้ว่ามีวิชากพอ. ถ้าเป็นสมัยนี้คงเรียกว่า การงานอาชีพ คุณครูสอนให้เราประดิษฐ์ ดนตรีประเภทฉาบ จากฝาปี๊บ แล้วตอนนั้นเราเพิ่งขึ้นปอ 1 ครูสั่งว่าให้เขียนวิธีทำ ลอกลงในสมุดมา 2 หน้า ส่งครูเป็นการบ้าน

ในความรู้สึกของเด็กปอ 1 ตอนนั้นรู้สึกว่ามันยากมาก เพราะเราเพิ่งจบจากชั้นอนุบาลยังเขียนหนังสือได้ไม่เป็นตัวเท่าไหร่ ก็พยายามตั้งใจออกหนังสือเอามาเขียนส่งครู

จนกระทั่งคุณนายต้อยมาเห็นเราเขียนหนังสือถึงได้ทักขึ้น

คุณนายต้อย : ทำไมเขียนหนังสืออย่างนั้นน่ะ

แอมมี่ : ก็เขียนหนังสือส่งครูไงแม่

คุณนายต้อย : ก็ต้องเขียนจบหน้าหนึ่งแล้วขึ้นหน้าใหม่สิ แล้วทำไมหนูเขียนต่อกันทั้งสองหน้าและลูก

แอมมี่ : แม่ไม่เข้าใจหรอว่าคุณครูว่าสั่งให้เขียนสองหน้า ก็นี่ไงเขียนสองหน้าแล้ว

คุณนายต้อย : เอาเถอะ ลองเขียนแล้วไปถามครูเขาดูนะว่าเขาสั่งการบ้านแบบนี้หรือเปล่า

ซึ่งเราพบว่าการเขียนหนังสือแบบนั้น มันเป็นการเข้าใจผิดอย่างรุนแรง จึงได้เริ่มเรียนรู้ตั้งแต่ตอนหนึ่งว่าต้องเขียนจากหน้าหนึ่งพอจบแล้วค่อยขึ้นหน้าใหม่

ปล. เอาน่ะ บางทีคนเราก็ต้องโง่มาก่อนฉลาดจริงไหม

เรื่องเล่าสาว Gen Y #2 วัยเด็กกับบ้านเรือนแพ

วัยอนุบาลเพื่อนๆ ใช้ชีวิตกันยังไง เล่าให้ฟังบ้างสิ แต่ของเราเป็นแบบนี้นะ

ตัดข้ามช็อตมาที่พ่อกับแม่ ได้แต่งงาน และมีเราเป็นลูกสาวตัวน้อยของท่าน ในตอนนั้นท่านยังสร้างตัวอยู่ จึงได้พากันย้ายมาอยู่ที่ บ้านย่าพลอย

(ขยายความตรงนี้นิดนึงนะ บ้านย่าพลอยนี่ ปัจจุบันไม่มีแล้ว เพราะเก่ามากจึงต้องขายไม้บนตัวเรือนทิ้ง ที่ตั้งของบ้านย่าพลอย อยู่ใกล้กับจุดบรรจบกันของแม่น้ำทั้ง 4 สาย ปิงวังยมน่าน ก่อนที่จะกำเนิดเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา)

ถามว่าเราจำอะไรตอนช่วงแรกเกิดได้ไหม ตอบเลยว่าจำไม่ได้หรอกมีแต่ผู้ใหญ่เขาเล่าให้ฟัง

เช่น ตอนเล่นกับอาม่า เราดิ้นแรงไปหน่อย ถีบเข้าป่าพม่าจนแก่ฟันหัก ซื้อบ้านอยู่ใกล้แม่น้ำมากแต่ก็กลัวน้ำมากเช่นเดียวกัน จะร้องเอะอะโวยวายทันทุกที เวลาที่ขึ้นเรือหรือลงแพ คิดถึงตอนนั้นแล้วก็ขำ

ต่อมาภายหลัง พ่อกับแม่เปิดร้านขายของชำ พวกเราจึงย้ายกันไปอยู่ที่หน้าวัด ในตัวตลาด โดยร้านขายของชำนี้คุณตาเป็นคนมอบให้ เพื่อให้ เป็นเรือนหอและที่ลงหลักปักฐานของลูกๆ ลืมบอกไปว่าคุณตาเราเปิดโรงพิมพ์ฐานะทางบ้าน ฝังแม่จึงดีกว่าฝั่งพ่อ

บ้านใหม่ที่ขายของชำนี้ ด้านหน้า เหมือนอาคารพาณิชย์ที่ขายของ แต่ด้านในส่วนที่พัก คุณตานำไม้โบราณมาประกอบเป็นตัวเรือนบ้าน และที่เด็ดสุด นั่นก็คือตรงกลางบ้านมีเสาตกน้ำมันอยู่ต้นหนึ่ง ซึ่งใครๆก็รู้ว่า เจ้าเสาตกน้ำมันต้นนี้เฮี้ยนมากกกกก

บางครั้งกลางดึกพี่เลี้ยงก็เห็นรถของเล่นวิ่งไปมา เสียงระงมร่ำไห้จะตัวเสาร์ หรือ ต้องเปลี่ยนพี่เลี้ยงบ่อยๆ เพราะทนอยู่ กับสิ่งเร้นลับ ใน บ้านนี้ไม่ไหว

จนเพราะรำคาญ จึง ไปเช่าบูชามีดหลวงพ่อเดิม มาปักที่ตัวสาว เหตุการณ์ถึงได้สงบลง
ส่วนเราเองก็เติบโตมากับบ้านขายของชำ จำได้ตอนเล็กๆ ว่าเราชื่นชอบการเปิดปิดตู้ ที่ขายของมากๆ ถึงขนาด เลื่อนเปิดปิดตู้กระจกนับสิบรอบ จนพี่เลี้ยงต้องรีบเข้ามาห้ามเพราะกลัวมันแตก แต่เรา ก็เถียงกลับว่า ตู้เขามีไว้ให้เปิดกับปิดนี่

บางครั้ง เราชอบอ่านหนังสือพิมพ์ อยู่หน้าร้าน แล้วมีเด็กและน้าแถวบ้านมาซื้อขนมพอดี

แม่เด็ก : (ตบหัวลูก) เป็นไง เห็นไหม น้องตัวแค่นี้ อ่านหนังสือออกเสียงเป็นตัวแล้ว

เด็ก : โถ่แม่ กำลัง เลือกขนมอยู่ เลือกไม่ถูกเลย

แม่เด็ก : (หันมาคุยกับแม่เรา) ลูกสาวคุณเก่งจังเลยนะคะ อายุเท่าไหร่แล้วค่ะหนูอ่านหนังสือเป็นตัวแล้ว

คุณนายต้อย : น้องอายุ 4 ขวบค่ะ ( แม่ยิ้มหน้าบาน)

แม่เด็ก : (ทำหน้าประหลาดใจ) งั้นเหรอคะน้องเก่งจังเลย นี่ค่ะเงิน 5 บาท ( หันมาหาลูกตัวเอง) รีบกลับบ้านไปอ่านหนังสือเลยนะมึง อายน้องนุ่งเค้ามั้ย

เมื่อสองแม่ลูกเดินคล้อยหลังจากไปแล้ว แม่เรา หรือที่ชอบเรียกว่าคุณนายต้อย ก็หันมาพินิจว่าลูกสาวอ่านหนังสือได้ยังไงกันอนุบาล 1 ก็ยังเรียนไม่จบเลย

และคุณนายก็มาถึงบางอ้อว่าที่ลูกอ่านหนังสือนะ มันเป็นหนังสือพิมพ์กลับหัว

นั่นละฮะท่านผู้ชม

วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2560

เรื่องเล่าของสาวเจนวาย ep#1 ก่อนฉันเกิด

เราคือ สาว Gen Y (คนที่เกิดช่วง พ.ศ.2523 - 2540)

ที่ความคิดความอ่าน จะไม่ค่อยเหมือนคนรุ่นอื่นๆสักเท่าไหร่
ไม่เชื่อลองเช็คตัวเองสิ ว่าคุยกับคนต่างรุ่น แล้วลงตัวทุกครั้งไหม

ก็ไม่!!!   ใช่ไหมล่ะ?

สาเหตุที่ต้องมา พาดพิง รุ่นปู่ย่าตาทวดก่อนหน้านั้น

เพราะจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นว่า

- คนในยุคสงครามโลก (รุ่นปู่ย่าตาทวดของเรา)

- คนยุคหลังสงครามโลก หรือที่เรียกว่า ยุคเบบี้บูมเมอร์

- รุ่นพี่ ยุค gen x

มีความคิดที่แตกต่างจากมนุษย์ gen y อย่างพวกเรา กันอย่างไร ?

แล้วทำไมบางครั้ง พวกเรา ชาว Gen Y  ถึงเข้ากับคนยุคก่อนไม่ได้?

คุณทวดของฉัน ชื่อย่าพลอย เป็นเศรษฐีนีแห่งลุ่มน้ำปากน้ำโพ (จังหวัดนครสวรรค์)

คุณทวดทำกิจการค้า
โดยบ้านคุณทวด เป็นเรือนไม้หลังใหญ่ มีบริวารข้าไทคอยรับใช้หลายสิบชีวิต
และยังมีเรือนแพอีกหลายหลังริมตลิ่ง

คุณทวดเป็นคนไทยแท้ แต่ประวัติเป็นอย่างไรไม่ทราบชัด
เห็นว่ามาพบรักแต่งงานกับคนจีน และมีลูกหลานที่กลายเป็นเชื้อสายจีนไป

ในสมัยที่เรายังเด็กๆ เวลาไปบ้านอาม่า(ย่า)
จะเห็นเครื่องโม่แป้ง ถ้วยชามเคลือบ ตุ๊กตาไม้แกะสลัก กระจาดสาน หม้อทองเหลืองใบยักษ์ และข้าวของของคนรุ่นโบราณอีกมากมาย

เคยถามอาม่าว่า "นี่เก็บไว้เป็นพิพิธภัณฑ์หรอคะ"

"เปล่า เก็บเอาไว้ให้ระลึกถึงบรรพบุรุษ"

ตั่วโกว เล่าให้ฟังว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
เคยเสด็จประทับเรือนแพของย่าพลอยด้วย คราวที่พระองค์เสด็จประพาสหัวเมืองทางเหนือ

หลังจากนั้นพระองค์ได้มอบภาพถ่ายคู่ ระหว่างพระองค์ท่านกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ไว้เป็นจำนวนมาก (แต่ก็น่าเสียดาย ที่ปลวกขึ้นบ้านครั้งใหญ่ ภาพถ่ายเหล่านั้นโดนปลวกแทะจนหมด)

ต่อมาภายหลังจากย่าพลอยสิ้น กิจการค้า ก็ยกให้กับคุณทวด พ่อของ อากง (ปู่ของเรา) แต่ท่านทำการค้าไม่เก่ง ทำให้สมบัติที่มีทั้งหมด หายไป อากง จึงมีชีวิตอยู่อย่างลำบาก

อากงพบรักกับอาม่า สาวต่างอำเภอ จากจังหวัดเดียวกัน อาม่าเป็นสาวเรียบร้อย มุ่นมวยผมเป็นวงกลม เคยจำได้ว่าผมของอาม่า ยาวเกือบถึงก้น แกจะนุ่งผ้าถุงตลอดชีวิต ไม่เคยเห็นว่าใส่กางเกงเลย

อาม่าเล่าให้เราฟังว่า สมัยที่เอามาแต่งงานมาอยู่กับอากงได้ไม่นาน ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ในตอนนั้น ตลาดนครสวรรค์มีแต่ทหารญี่ปุ่น

เมื่อสงครามเกิด มันก็มาคู่กับ ควันระเบิดและเสียงปืน ทุกคนอพยพย้ายตัวเองไปอยู่ในหลุมหลบภัย ตอนนั้นอาม่า มีตัวโตแล้ว จึงต้องอพยพเข้าไปให้นมลูกในหลุมหลบภัย

บางครั้งเมื่อเสียงวอสงบ อากงก็จะแอบปีนขึ้นไปบนเรือนไม้ของย่าพลอยเพื่อไปเก็บเอาเสื้อผ้าของมีค่า และของกิน มากักตุนไว้ในหลุมหลบภัย

ครั้งหนึ่งโกงขึ้นไปเอาของบนเรือนเช่นทุกที แต่เค้าหลายเสียงหวอดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงเครื่องบินรบที่ฉวัดเฉวียนไปมา เสียงปืนจากภาคพื้นดินยิงขับไล่ อากง ผู้ติดอยู่ในตัวบ้านรอด้วยใจระทึกว่า ระเบิดจะลงที่บ้านแกไหม

หลายคนอาจจะถามเราว่าทำไมอากงไม่ตัดสินใจวิ่งจากตัวบ้านตั้งแต่ได้ยินเสียงหวอและเครื่องบิน ตรงนี้เราก็เคยถามอากงเหมือนกัน แกก็ตอบว่าเหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมากพื้นที่โดยรอบมีแต่เสียงกระสุน แกก็พยายามจะหาจังหวะก้าวขาลงบันไดแล้ว แต่พอเห็นหากระสุนฟ้าลงมา ก็ต้องโหดหัวกลับเข้าไปในบ้านทุกครั้ง จนมีเสียงหนึ่งแบกอากาศขึ้นมาดังบึ้ม

ตัดภาพกลับมาที่อาม่า ที่อาศัยอยู่ในหลุมหลบภัยรออากงกลับมา แกก็ใจไม่ดีว่าสามีขึ้นไปเอาของนานเกินไปแล้ว ทั้งเยี่ยวมีเสียงหวอเสียงปืนเสียงระเบิด ใจยิ่งสั่นระรัว กลัวว่าจะเกิดอันตราย ครั้งจะออกไปนอกหลุมหลบภัยเพื่อไปตามหาก็ไม่กล้าเพราะลูกยังดื่มนมหลับคาอกอยู่
อาม่าจำใจหลบซ่อนอยู่ในหลุมนั้นหลายชั่วโมง และได้แต่ภาวนาว่าอกงจะเอาตัวรอดปลอดภัยดี

เมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างเงียบสงบอาม่าจึงค่อยๆแง้มฝาไม้ที่ปิดหลุมหลบภัยออกมองไปโดยรอบก็เห็นควันไฟโดยทั่วและเห็นกลุ่มควันไฟขนาดใหญ่ ใกล้บ้าน

" คุณพระ สามีของฉันจะเป็นอย่างไรหนอ"

อาม่าจึงตัดสินใจฝากลูกสาวไว้กับคนที่อยู่ในหลุมหลบภัยด้วยกัน ส่วนตัวเองรีบสาวเท้าเดินอย่างเร็ว และระมัดระวัง เน้นนะคะว่าระมัดระวัง เพราะในยุคนั้นเป็นที่รู้กันว่า หลังจากการทิ้งระเบิดจบ จะมีสะเก็ดระเบิดมากมาย ที่กระเด็นตกโดยรอบๆ ถ้าใครตาไม่ดีเดินซุ่มซ่ามเข้าไปเหยียบสะเก็ดระเบิด ขาจะขาดเพราะแรงระเบิดโดยไม่รู้ตัว

อาม่าแกจำใจเดินมาถึงตัวบ้านกลั้นใจตะโกนหาอากง

อาม่า : ลื้อ อยู่มั้ย
เงียบ...

อาม่า : มีใครอยู่มั้ย เอาของส่งมาทางนี้ อั้วมารับแล้ว
เงียบอีก...

อาม่า : ยังมีใครอยู่มั้ย ตอบอั๊วหน่อย
เงียบเช่นเดิม...

สิ้นคำถาม อาม่าทรุดเข่าลงร้องไห้โฮอยู่ตรงนั้น เพราะไม่มีเสียงอากงตอบกลับมาจากบนเรือน แก้เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสามียังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ส่วนจะวิ่งขึ้นไปดูบนเรือนเพื่อตามหาสามีก็ไม่กล้าเพราะสะเก็ดระเบิดขนาดใหญ่ ขวางทางขึ้นบันไดอยู่

อาม่าพยายามตะโกนหาอากงในบริเวณรอบรอบบ้าน หาทั่วทุกที่จนมืดค่ำเมื่อเห็นว่าไม่พบแน่แล้วจึงกลับมาที่หลุมหลบภัยเพราะใจยังเป็นห่วงลูก

เมื่อกลับมาถึงหลุมหลบภัย อาม่าเจออากงที่นั่น จึงรีบเข้าไปกอด และร้องไห้ทั้งน้ำตาด้วยความดีใจ

อาม่า : ลื้อไปไหนมา อั๊วตามหาทุกที่ นึกว่าตายไปแล้ว
อากง : ก็ตอนที่ระเบิดมันทิ้งลงมาน่ะ ก็คิดว่าตายแน่แล้ว
อาม่า : แล้วหรือออกมาจากตัวบ้านได้ยังไงเห็นมีสะเก็ดระเบิดอยู่ที่บันไดไม่ใช่หรือ
อากง จึงเล่าว่ารอให้ทุกอย่างสงบก่อน และแกว่าจะลงบันไดไปนั่นแหละ แต่พอเห็นสะเก็ดระเบิดแล้วคิดว่าถ้ากระโดดข้ามบันไดคงไม่พ้นเลยตัดสินใจปีนหน้าต่างแล้วเกาะกิ่งไม้ที่ใกล้ตัวบ้านและค่อยๆปีนลงมา จนกลับมาที่หลุมหลบภัยได้

หลังจากนั้นไม่นานก็มีทหารมาเก็บกู้ระเบิดรอบรอบตัวบ้าน สงครามจบ ทุกอย่างกลับคืนสู่ภาวะปกติแต่ที่ไม่ปกติคือสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ถูกระเบิดทิ้งและเศรษฐกิจที่พังพินาศวอดวาย

ลืมเล่าเพิ่มว่า พ่อของอากง แกก็พยายามจะสานกิจการต่อจากหญ้าพลอย ลงทุนกี่รอบก็เจ๊ง จึงกินสมบัติเก่า มาจนถึงรุ่นอากงทุกอย่างก็ขัดสนเหลือเพียงตัวบ้านเรือนแพและข้าวของเก่าๆ อากงขัดสนถึงขนาดต้องมาเผาถ่านขาย

เมื่อต้นทุนไม่มีสิ่งที่ใช้หากินได้คืนหนึ่งสมองและสองมือ โชคดีที่เอามาทำกับข้าวอร่อยจึงทำไสเรือเพื่อนำไปขายในตัวตลาด

อาม่าพายเรือข้ามฝั่งมาขายกับข้าวอยู่เรื่อยๆ จนตั่วโกว ลูกสาวคนโตได้มาช่วยเป็นเรี่ยวเป็นแรงให้ท่าน แล้วมีน้องๆตามมาเกิดอีก 3 คนคือ ยี่โกว (ป้าลำดับที่สอง) พ่อของเรา และโส้ยโกว (อาคนเล็ก)

เนื่องจากอากง กับอาม่าเห็นภาพความโหดร้ายของสงคราม เห็นสภาพเศรษฐกิจที่พังพินาศย่อยยับ  จึงพยายามสอนลูกทุกคนให้มุ่งมั่น ตั้งใจทำงานที่มั่นคงและทำทุกอย่างให้ดีกว่ารุ่นพ่อแม่

" เพราะทุกอย่างไม่แน่นอน"

คำสอนดังกล่าวนี้ มันก็เป็นเหมือนพิมพ์เขียวของคนในยุคสงครามโลก อายุของอากงอาม่า ที่สอนลูกโลกในยุคเบบี้บูมเมอร์ ว่าต้องตั้งใจทำงานที่มั่นคงเช่นรับข้าราชการ เป็นหมอเป็นนายแบงค์ หรือตั้งใจค้าขายให้ดีนะชีวิตจะได้มั่นคงไม่ลำบากเหมือนพ่อแม่

และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนในยุคเบบี้บูมเมอร์ ถึงชอบอาชีพข้าราชการหมอวิศวะกันนัก เพราะมายเซฟของเขา เน้นความมั่นคง หรือถ้าบ้านไหนค้าขาย ก็อยากให้ลูกสืบทอดกิจการต่อ ทั้งทั้งที่เด็ก gen y อย่างพวกเรา อยากมี โลกอิสระส่วนตัวบ้าง คนแก่ในยุคเบบี้บูมเมอร์ก็จะไม่เข้าใจ เน้นให้เราทำงานประจำ สุดท้ายกลายเป็นสงครามน้ำลายเสียงกันไปมา ระหว่างคนสองรุ่น คุณว่าจริงไหมล่ะ

วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560

เรื่องเล่ายัยต้มจืด 8 เชิ้ต





ฉันเฝ้ารอ E จนกระทั่งขึ้นปี 2

ฉันได้ย้ายหอพักไปอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยมากขึ้น

ที่นั่นเราได้พบน้อง D เด็กอีสานที่มาอาศัยอยู่ในหอเดียวกัน

น้อง D เข้าเรียนผู้ช่วยทันตแพทย์ในกรุงเทพ
ฉันกับน้องค่อนข้างสนิทกัน เพราะน้องเป็นคนตลก คุยง่าย ไม่เรื่องมาก จึงเข้ากันได้ดี

มีอะไรฉันก็จะซื้อของมาฝากน้อง หรือแนะนำวิธีการอ่านหนังสือ

ฉันเริ่มทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัย  และไปอยู่ห้องสมุดมากขึ้น

เพราะหวังใจว่า...การทำกิจกรรม และการตั้งใจเรียนจะช่วยทำให้เราลืมเรื่อง E ได้บ้าง

แต่มันไม่ช่วยเลย...

เพราะทุกครั้งที่เราอยู่คนเดียว
ก็ยังคิดถึงเขาอยู่ดี

คิดถึง...ทั้งๆที่ E หายไปจากชีวิตนานแล้ว
คิดถึง...ช่วงเวลาที่เคยคุยกัน

ทำไมฝังใจอย่างนี้นะ?

วันหนึ่ง น้อง D  ขอร้องให้เราช่วยรีดเสื้อเชิ้ตผู้ชายสองสามตัว เราก็งง

ยัยต้ม : ฮันแน่เดี๋ยวนี้แอบคบผู้ชายนะ มีการเอาเสื้อมารีดให้เขาด้วย

น้อง D : เปล่าเลยพี่ นี่มันเสื้อพี่ชายหนู

ยัยต้ม : พี่เรียนรึทำงานล่ะ

น้อง D : พี่หนูมันเรียนคณะทันตแพทย์ แล้วทีนี้มันซักผ้าไม่ทัน เลยให้หนูช่วยซัก ช่วยรีดให้ทันสอบเช้านี้

ยัยต้ม : เฮ้ยได้ไง จะทำไรก็ต้องรู้จักวางแผนดิ มาใช้น้องให้รีดเสื้อให้อย่างนี้เนี่ยนะ มันไม่ถูกป่ะ

แล้วต่อมเผือกของอิฉันก็เริ่มทำงาน

อยากเห็นหน้านักว่าไอ้คนที่ไม่รับผิดชอบเนี่ย
หน้าตามันจะเป็นยังไง
จึงอาสาไปส่งเสื้อกับน้อง...

เรื่องเล่ายัยต้มจืด 7 เฝ้ารอ



หลังจากนั้น เรากับ E  คุยกันน้อยลง
เพราะเขาเข้าใจผิด คิดว่าเราเป็นผู้หญิงช่างเม้าท์

แม้ว่าเราพยายามจะโทรศัพท์ไปง้อเขาก็ไม่ยอมคุยด้วย
ไปที่ชมรม ก็ไม่เจอเขาอีก

ไปนั่งรอที่คณะ ก็ไม่เจอ

ถามถึงเพื่อนเขา บอกว่าไม่รู้

เรียกว่าหาเขาทุกที่ ที่น่าจะไป...

นานวันเข้า...
มันเป็นความทรมาน
ความคิดถึงที่ไม่ได้พบ

ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน

ถามรุ่นพี่ก็บอกว่า E ไม่ขึ้นชมรมมาหลายเดือนแล้ว
และรุ่นพี่ก็ให้กำลังใจเรา
"เอาเถอะน่า สู้ๆ รักแท้มันก็มีอุปสรรคแบบนี้แหละ"

ตอนนั้นก็เริ่มคิดนะ
"เข้าใจผิดครั้งเดียวให้อภัยไม่ได้เลยเหรอ"

รึว่าชั้นมันไม่สวย ไม่น่ารักเหมือนผู้หญิงคนอื่นเค้า?

รึว่าเขาให้ความหวัง แต่พบคนที่ชอบใจกว่าจึงจากไป

บอกเลยว่า มโนมาก เพื่อนสนิทกี่คน ชั้นก็ถามหมด
เรารอ E กลับมา จนถึงปี 2




วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2560

เรื่องเล่ายัยต้มจืด 6 ยิ่งช่วย ยิ่งเละ



เคยได้ยินไหม ยิ่งช่วยก็ยิ่งเละ

วลีนี้ เข้ากับความรักของฉันกับ E ได้เป็นอย่างดี เพราะรุ่นพี่ที่ปรึกษา ได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษารุ่นพี่คนอื่นในชมรม และอยากให้น้องทั้งสองคนได้ลงเอยกันเสียที

ในค่ายชมรมตอนปีใหม่ พี่ๆ set ฐานกิจกรรมช่วงกลางคืน ให้ชายหญิง ผูกแขนคู่กัน ช่วยกันเดินไปในที่มืด และหาของปริศนาของแต่ละห้องมาให้ครบ ถ้าทำได้ ถือว่า "ผ่าน"

ตอนแรกฉันต้องคู่กับอีกคนนึง แต่อยู่ดีๆ พิธีกร กลับแซวว่า
"โถๆ ชิซูกะ อย่างน้องน่ะ ต้องให้โนบิตะมาช่วย อ่ะฮิ้วววว"
แล้วก็แซวกันทั้งค่าย

E ถูกจับผูกแขนให้คู่กับฉัน (ถามว่าตื่นเต้นมั้ย บอกเลยว่า มาาาก)

เขาพาฉันเข้าห้องนั้น ออกห้องนี้ ที่มีพวกพี่ๆ ปลอมเป็นผี ออกมาทายปริศนา แต่ที่พีคที่สุด คือ ห้องหาลูกอม

ด่านนี้ให้เราหาลูกอมบนเตียง มืดก็มืด เราสองคนก็ ช่วยกันคลำหาลูกอม พอเจอปุ๊บ เราก็ลงจากเตียง จะลุกไปอีกห้องนึง เหมือนมีใครมาจับขา  แล้วเจ้าของมือที่ผมดำยาว ชุดสีขาว ค่อยๆคลานออกมาจากใต้เตียง เราก็ร้องลั่น E เห็นดังนั้นก็ร้องด่าไปว่า

E : เชี่ย แม่งเล่นไรวะ

"โครม"

ผีจูออนตัวนั้นถูก E ถีบ อัดใต้เตียง



แล้วเราสองคนก็วิ่งหนีออกจากห้องไป

เมื่อสรุปฐานในคืนนั้น รุ่นพี่บอกว่า มีรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งบาดเจ็บ เพราะถูกถีบติดเตียง แต่ตอนนี้ ยังไม่รู้ว่าใครถีบรุ่นพี่ ดังนั้น จึงคาดโทษให้ทั้งรุ่นไม่ผ่านไปก่อน จนกว่าจะมีคนออกมายอมรับว่าถีบรุ่นพี่

รุ่งเช้า กลุ่มน้องผู้หญิงจับกลุ่มคุยกันว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น

รุ่นน้อง 1 : มีผีใต้เตียงด้วยเหรอ เราไม่เห็นเจอเลย อย่างมากก็มีผีกุมารบนเตียงนี่นา
รุ่นน้อง 2 : นั่นน่ะสิ ฐานหาลูกอมบนเตียง พี่ผีกุมารยังแย่งลูกอมกับเราอยู่เลย

เราเห็นท่าไม่ดี จึงยอมรับไปว่า คู่เราเองที่ถีบผีจูออนใต้เตียง  แต่ไม่รู้จริงๆว่าจะเล่นผีใต้เตียงกันแบบนี้ นี่ก็เสี่ยงมากนะ ที่จะโดนถีบ เพื่อนๆหัวเราะกันใหญ่

ความซวยก็มาอีกแล้วจ้าา ในระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้น E ได้ยินเข้า จึงตะโกนออกมาว่า

E : นินทาคนมันสนุกมากรึไงวะ

-เงียบ แยกวง-