เราคือ สาว Gen Y (คนที่เกิดช่วง พ.ศ.2523 - 2540)
ที่ความคิดความอ่าน จะไม่ค่อยเหมือนคนรุ่นอื่นๆสักเท่าไหร่
ไม่เชื่อลองเช็คตัวเองสิ ว่าคุยกับคนต่างรุ่น แล้วลงตัวทุกครั้งไหม
ก็ไม่!!! ใช่ไหมล่ะ?
สาเหตุที่ต้องมา พาดพิง รุ่นปู่ย่าตาทวดก่อนหน้านั้น
เพราะจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นว่า
- คนในยุคสงครามโลก (รุ่นปู่ย่าตาทวดของเรา)
- คนยุคหลังสงครามโลก หรือที่เรียกว่า ยุคเบบี้บูมเมอร์
- รุ่นพี่ ยุค gen x
มีความคิดที่แตกต่างจากมนุษย์ gen y อย่างพวกเรา กันอย่างไร ?
แล้วทำไมบางครั้ง พวกเรา ชาว Gen Y ถึงเข้ากับคนยุคก่อนไม่ได้?
คุณทวดของฉัน ชื่อย่าพลอย เป็นเศรษฐีนีแห่งลุ่มน้ำปากน้ำโพ (จังหวัดนครสวรรค์)
คุณทวดทำกิจการค้า
โดยบ้านคุณทวด เป็นเรือนไม้หลังใหญ่ มีบริวารข้าไทคอยรับใช้หลายสิบชีวิต
และยังมีเรือนแพอีกหลายหลังริมตลิ่ง
คุณทวดเป็นคนไทยแท้ แต่ประวัติเป็นอย่างไรไม่ทราบชัด
เห็นว่ามาพบรักแต่งงานกับคนจีน และมีลูกหลานที่กลายเป็นเชื้อสายจีนไป
ในสมัยที่เรายังเด็กๆ เวลาไปบ้านอาม่า(ย่า)
จะเห็นเครื่องโม่แป้ง ถ้วยชามเคลือบ ตุ๊กตาไม้แกะสลัก กระจาดสาน หม้อทองเหลืองใบยักษ์ และข้าวของของคนรุ่นโบราณอีกมากมาย
เคยถามอาม่าว่า "นี่เก็บไว้เป็นพิพิธภัณฑ์หรอคะ"
"เปล่า เก็บเอาไว้ให้ระลึกถึงบรรพบุรุษ"
ตั่วโกว เล่าให้ฟังว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
เคยเสด็จประทับเรือนแพของย่าพลอยด้วย คราวที่พระองค์เสด็จประพาสหัวเมืองทางเหนือ
หลังจากนั้นพระองค์ได้มอบภาพถ่ายคู่ ระหว่างพระองค์ท่านกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ไว้เป็นจำนวนมาก (แต่ก็น่าเสียดาย ที่ปลวกขึ้นบ้านครั้งใหญ่ ภาพถ่ายเหล่านั้นโดนปลวกแทะจนหมด)
ต่อมาภายหลังจากย่าพลอยสิ้น กิจการค้า ก็ยกให้กับคุณทวด พ่อของ อากง (ปู่ของเรา) แต่ท่านทำการค้าไม่เก่ง ทำให้สมบัติที่มีทั้งหมด หายไป อากง จึงมีชีวิตอยู่อย่างลำบาก
อากงพบรักกับอาม่า สาวต่างอำเภอ จากจังหวัดเดียวกัน อาม่าเป็นสาวเรียบร้อย มุ่นมวยผมเป็นวงกลม เคยจำได้ว่าผมของอาม่า ยาวเกือบถึงก้น แกจะนุ่งผ้าถุงตลอดชีวิต ไม่เคยเห็นว่าใส่กางเกงเลย
อาม่าเล่าให้เราฟังว่า สมัยที่เอามาแต่งงานมาอยู่กับอากงได้ไม่นาน ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ในตอนนั้น ตลาดนครสวรรค์มีแต่ทหารญี่ปุ่น
เมื่อสงครามเกิด มันก็มาคู่กับ ควันระเบิดและเสียงปืน ทุกคนอพยพย้ายตัวเองไปอยู่ในหลุมหลบภัย ตอนนั้นอาม่า มีตัวโตแล้ว จึงต้องอพยพเข้าไปให้นมลูกในหลุมหลบภัย
บางครั้งเมื่อเสียงวอสงบ อากงก็จะแอบปีนขึ้นไปบนเรือนไม้ของย่าพลอยเพื่อไปเก็บเอาเสื้อผ้าของมีค่า และของกิน มากักตุนไว้ในหลุมหลบภัย
ครั้งหนึ่งโกงขึ้นไปเอาของบนเรือนเช่นทุกที แต่เค้าหลายเสียงหวอดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงเครื่องบินรบที่ฉวัดเฉวียนไปมา เสียงปืนจากภาคพื้นดินยิงขับไล่ อากง ผู้ติดอยู่ในตัวบ้านรอด้วยใจระทึกว่า ระเบิดจะลงที่บ้านแกไหม
หลายคนอาจจะถามเราว่าทำไมอากงไม่ตัดสินใจวิ่งจากตัวบ้านตั้งแต่ได้ยินเสียงหวอและเครื่องบิน ตรงนี้เราก็เคยถามอากงเหมือนกัน แกก็ตอบว่าเหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมากพื้นที่โดยรอบมีแต่เสียงกระสุน แกก็พยายามจะหาจังหวะก้าวขาลงบันไดแล้ว แต่พอเห็นหากระสุนฟ้าลงมา ก็ต้องโหดหัวกลับเข้าไปในบ้านทุกครั้ง จนมีเสียงหนึ่งแบกอากาศขึ้นมาดังบึ้ม
ตัดภาพกลับมาที่อาม่า ที่อาศัยอยู่ในหลุมหลบภัยรออากงกลับมา แกก็ใจไม่ดีว่าสามีขึ้นไปเอาของนานเกินไปแล้ว ทั้งเยี่ยวมีเสียงหวอเสียงปืนเสียงระเบิด ใจยิ่งสั่นระรัว กลัวว่าจะเกิดอันตราย ครั้งจะออกไปนอกหลุมหลบภัยเพื่อไปตามหาก็ไม่กล้าเพราะลูกยังดื่มนมหลับคาอกอยู่
อาม่าจำใจหลบซ่อนอยู่ในหลุมนั้นหลายชั่วโมง และได้แต่ภาวนาว่าอกงจะเอาตัวรอดปลอดภัยดี
เมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างเงียบสงบอาม่าจึงค่อยๆแง้มฝาไม้ที่ปิดหลุมหลบภัยออกมองไปโดยรอบก็เห็นควันไฟโดยทั่วและเห็นกลุ่มควันไฟขนาดใหญ่ ใกล้บ้าน
" คุณพระ สามีของฉันจะเป็นอย่างไรหนอ"
อาม่าจึงตัดสินใจฝากลูกสาวไว้กับคนที่อยู่ในหลุมหลบภัยด้วยกัน ส่วนตัวเองรีบสาวเท้าเดินอย่างเร็ว และระมัดระวัง เน้นนะคะว่าระมัดระวัง เพราะในยุคนั้นเป็นที่รู้กันว่า หลังจากการทิ้งระเบิดจบ จะมีสะเก็ดระเบิดมากมาย ที่กระเด็นตกโดยรอบๆ ถ้าใครตาไม่ดีเดินซุ่มซ่ามเข้าไปเหยียบสะเก็ดระเบิด ขาจะขาดเพราะแรงระเบิดโดยไม่รู้ตัว
อาม่าแกจำใจเดินมาถึงตัวบ้านกลั้นใจตะโกนหาอากง
อาม่า : ลื้อ อยู่มั้ย
เงียบ...
อาม่า : มีใครอยู่มั้ย เอาของส่งมาทางนี้ อั้วมารับแล้ว
เงียบอีก...
อาม่า : ยังมีใครอยู่มั้ย ตอบอั๊วหน่อย
เงียบเช่นเดิม...
สิ้นคำถาม อาม่าทรุดเข่าลงร้องไห้โฮอยู่ตรงนั้น เพราะไม่มีเสียงอากงตอบกลับมาจากบนเรือน แก้เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าสามียังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ส่วนจะวิ่งขึ้นไปดูบนเรือนเพื่อตามหาสามีก็ไม่กล้าเพราะสะเก็ดระเบิดขนาดใหญ่ ขวางทางขึ้นบันไดอยู่
อาม่าพยายามตะโกนหาอากงในบริเวณรอบรอบบ้าน หาทั่วทุกที่จนมืดค่ำเมื่อเห็นว่าไม่พบแน่แล้วจึงกลับมาที่หลุมหลบภัยเพราะใจยังเป็นห่วงลูก
เมื่อกลับมาถึงหลุมหลบภัย อาม่าเจออากงที่นั่น จึงรีบเข้าไปกอด และร้องไห้ทั้งน้ำตาด้วยความดีใจ
อาม่า : ลื้อไปไหนมา อั๊วตามหาทุกที่ นึกว่าตายไปแล้ว
อากง : ก็ตอนที่ระเบิดมันทิ้งลงมาน่ะ ก็คิดว่าตายแน่แล้ว
อาม่า : แล้วหรือออกมาจากตัวบ้านได้ยังไงเห็นมีสะเก็ดระเบิดอยู่ที่บันไดไม่ใช่หรือ
อากง จึงเล่าว่ารอให้ทุกอย่างสงบก่อน และแกว่าจะลงบันไดไปนั่นแหละ แต่พอเห็นสะเก็ดระเบิดแล้วคิดว่าถ้ากระโดดข้ามบันไดคงไม่พ้นเลยตัดสินใจปีนหน้าต่างแล้วเกาะกิ่งไม้ที่ใกล้ตัวบ้านและค่อยๆปีนลงมา จนกลับมาที่หลุมหลบภัยได้
หลังจากนั้นไม่นานก็มีทหารมาเก็บกู้ระเบิดรอบรอบตัวบ้าน สงครามจบ ทุกอย่างกลับคืนสู่ภาวะปกติแต่ที่ไม่ปกติคือสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ถูกระเบิดทิ้งและเศรษฐกิจที่พังพินาศวอดวาย
ลืมเล่าเพิ่มว่า พ่อของอากง แกก็พยายามจะสานกิจการต่อจากหญ้าพลอย ลงทุนกี่รอบก็เจ๊ง จึงกินสมบัติเก่า มาจนถึงรุ่นอากงทุกอย่างก็ขัดสนเหลือเพียงตัวบ้านเรือนแพและข้าวของเก่าๆ อากงขัดสนถึงขนาดต้องมาเผาถ่านขาย
เมื่อต้นทุนไม่มีสิ่งที่ใช้หากินได้คืนหนึ่งสมองและสองมือ โชคดีที่เอามาทำกับข้าวอร่อยจึงทำไสเรือเพื่อนำไปขายในตัวตลาด
อาม่าพายเรือข้ามฝั่งมาขายกับข้าวอยู่เรื่อยๆ จนตั่วโกว ลูกสาวคนโตได้มาช่วยเป็นเรี่ยวเป็นแรงให้ท่าน แล้วมีน้องๆตามมาเกิดอีก 3 คนคือ ยี่โกว (ป้าลำดับที่สอง) พ่อของเรา และโส้ยโกว (อาคนเล็ก)
เนื่องจากอากง กับอาม่าเห็นภาพความโหดร้ายของสงคราม เห็นสภาพเศรษฐกิจที่พังพินาศย่อยยับ จึงพยายามสอนลูกทุกคนให้มุ่งมั่น ตั้งใจทำงานที่มั่นคงและทำทุกอย่างให้ดีกว่ารุ่นพ่อแม่
" เพราะทุกอย่างไม่แน่นอน"
คำสอนดังกล่าวนี้ มันก็เป็นเหมือนพิมพ์เขียวของคนในยุคสงครามโลก อายุของอากงอาม่า ที่สอนลูกโลกในยุคเบบี้บูมเมอร์ ว่าต้องตั้งใจทำงานที่มั่นคงเช่นรับข้าราชการ เป็นหมอเป็นนายแบงค์ หรือตั้งใจค้าขายให้ดีนะชีวิตจะได้มั่นคงไม่ลำบากเหมือนพ่อแม่
และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนในยุคเบบี้บูมเมอร์ ถึงชอบอาชีพข้าราชการหมอวิศวะกันนัก เพราะมายเซฟของเขา เน้นความมั่นคง หรือถ้าบ้านไหนค้าขาย ก็อยากให้ลูกสืบทอดกิจการต่อ ทั้งทั้งที่เด็ก gen y อย่างพวกเรา อยากมี โลกอิสระส่วนตัวบ้าง คนแก่ในยุคเบบี้บูมเมอร์ก็จะไม่เข้าใจ เน้นให้เราทำงานประจำ สุดท้ายกลายเป็นสงครามน้ำลายเสียงกันไปมา ระหว่างคนสองรุ่น คุณว่าจริงไหมล่ะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น